วันอาทิตย์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

ประวัติผู้จัดทำ

                                             


ประวัติส่วนตัว

ชื่อ : นางสาวอรสา เรือนร

นักศึกษาชั้นปีที่ 3  สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะครุศาสตร์ 

วัน/เดือน/ปี : วันที่23 พฤศจิกายน พ.ศ.2545

สัญชาติ : ไทย                 เชื้อชาติ:ไทย                ศาสนา :พุทธ 

สถานะภาพ : โสด

ภูมิลำเนา : บ้านเลขที่81 หมู่ 10 ตำบลห้วยเหนือ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ 

รหัสไปรษณีย์ 33140

ที่อยู่ปัจจุบัน : หอพักนวนิต เลขที่145  บ้านหนองกง  ตำบลนอกเมือง  

อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ รหัสไปรษณีย์ 32000

โทรศัพท์ : 0610876602

สถานศึกษา : มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์

ความสามารถพิเศษ : ด้านกีฬา 

คติประจำใจ : สิ่งที่ทำให้เราประสบความสำเร็จ ไม่ใช่การขอพร แต่เป็นการลงมือทำ

ช่องทางการติดต่อ
เฟซบุ๊ค  : Orasa Raenrot
ไอดีไน์  : 0610876602
โทรศัพท์ : 0610876602

ประวัติการศึกษา
- ระดับประถมศึกษา
    โรงเรียนบ้านชำแระกลาง ตำบลห้วยเหนือ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ
- ระดับมัธยมศึกษา 
    โรงเรียนขุขันธ์ราษฎร์บำรุง ตำบลห้วยเหนือ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ
- ระดับอุดมศึกษา 

    กำลังศึกษาระดับปริญญาตรี ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์

การศึกษาเด็กรายกรณี

 

วันอาทิตย์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

การศึกษาเด็กรายกรณี


การศึกษาเด็กรายกรณี

ชื่อ-นามสกุล นักเรียน เด็กชายสุพศิน นามสูง ชื่อเล่น น้องฟิล์ม อายุ 6 ปี

เพศ ชาย  ชั้นอนุบาล 3  โรงเรียนบ้านสังขะ

ครูประจำชั้นชื่อ-นามสกุล นางสาวกรกนก บัวสาย




แบบบันทึกการประชุมเพื่อหาแนวทางในการพัฒนาและแก้ปัญหาผู้เรียน

1. เครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์พฤติกรรมนักเรียน เช่น แบบสอบถามใครเอ่ย สังคมมิติ แบบสังเกต   แบบสัมภาษณ์ แบบประเมินพฤติกรรม แบบประเมินบุคลิกภาพ ฯลฯ  (ระบุ)

           เครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์พฤติกรรมนักเรียน คือ แบบสังเกต

2. ผู้ที่ให้ข้อมูลปัญหาพฤติกรรมนักเรียน เช่น ครูที่ปรึกษา ครูพี่เลี้ยง ครูแนะแนว เพื่อนนักเรียน รุ่นพี่ ฯลฯ ระบุ)

          ผู้ที่ให้ข้อมูลปัญหาพฤติกรรมนักเรียน คือ ครูพี่เลี้ยงและผู้ช่วยครู

3. ปัญหาพฤติกรรมที่พบ/ลักษณะปัญหา   

น้องฟิล์มมีเป็นเด็ก ไม่แสดงความรู้สึกและอารมณ์ที่แท้จริงออกมา ไม่เปิดเผยตัวตนบอกเล่าสิ่งที่ตนเองสนใจอยากเรียนรู้ เด็กขาดการคิดสร้างสรรค์และวิเคราะห์ซึ่งเป็นสิ่งที่จะไม่สามารถต่อยอดไปจนถึงการแสดงออกถึงความคิด

4. ปัญหาพฤติกรรมที่เลือกศึกษา สาเหตุที่เลือก (เลือกปัญหาพฤติกรรมที่ต้องพัฒนาหรือแก้ไขเร่งด่วน 1 ปัญหา)

           พฤติกรรมที่ต้องส่งเสริม คือ ส่งเสริมให้เด็กได้รู้จักการคิดวิเคราะห์คิดแก้ไขปัญหา ส่งเสริมทักษะการคิดพื้ยฐาน ซึ่งจะต่อยอดให้เด็กเป็นคนที่ชอบเรียนรู้สิ่งแวดล้อมสามารถนำสิ่งที่อยู่รอบตัวมาคิดวิเคราะห์เพื่อหาคาตอบเชื่อมโยงกับเนื้อหาวิชาในระดับที่สูงขึ้นอนาคตต่อไปได้  

           ข้อเสนอแนะจาก นางสาวกรกนก บัวสาย  ตำแหน่ง  ครู

   

5. แนวทางการช่วยเหลือในการพัฒนาและแก้ปัญหานักเรียนจากนักศึกษาฝึกปฏิบัติงานวิชาชีพระหว่างเรียน (ควรเลือกแนวทางการแก้ปัญหาพฤติกรรมที่ไม่ใช่การลงโทษ)

          จัดกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเองเป็นกิจกรรมที่เด็กได้รับประสบการณ์ตรงและสามารถพัฒนาในการคิดวิเคราะห์ทักษะต่างๆ        ใช้วิธีการที่หลากหลายเพื่อส่งเสริมพัฒนาการ พัฒนาการเรียนรู้โดยเลือกวิธีการจากการประเมินเด็ก

แต่ละคน จัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยนึกถึงความแตกต่างของนักเรียนแต่ละคนและเน้นการสร้าง

แรงจูงใจให้แรงเสริม เพื่อกระตุ้นให้นักเรียนเกิดการอยากรู้ อยากเรียน



ภาพการจัดกิจกรรม








แบบบันทึกการเยี่ยมบ้าน

รายการเยี่ยมบ้าน ครั้งที่ ......1.....

ชื่อ-นามสกุล นักเรียน เด็กชายสุพสิน นามสูง  ชื่อเล่น น้องฟิล์ม  ชั้นอนุบาล 

ชื่อผู้ปกครอง นางสาวสุนิสา ศรีพรมสูง มีความเกี่ยวข้องกับนักเรียน โดยเป็น มารดา

ช่องทางการติดต่อ โทรศัพท์ 0934852008          Line -           Facebook -

ชื่อ บิดาสิริพร พรมสูง   ชื่อ มารดา นางสาวสุนิสา ศรีพรมสูง

ช่องทางการติดต่อ โทรศัพท์ 0934852008           Line -           Facebook -

1. บรรยายสภาพบ้านและบริเวณที่ตั้ง (ใช้การสังเกต)

ลักษณะบ้านมี 1 ชั้น ด้านบนเป็นไม้ด้านล่างก่อด้วยปูน บรรยากาศรอบๆ บ้านดี มีต้นไม้ให้ความร่มรื่น

          2. บรรยายสภาพภายในบ้าน (ใช้การสังเกต)

ภายในบ้านมีการจัดวางสิ่งของเป็นสัดส่วน เป็นระเบียบและสะอาด มีหน้าต่างเปิดให้อากาศถ่ายเทได้ดี

          3.  บรรยายลักษณะท่าทีของผู้ปกครองหรือ บิดา มารดา (ใช้การสังเกตและการสัมภาษณ์)

ขณะสัมภาษณ์ผู้ปกครองของน้องบุญมีมีสีหน้ายิ้มแย้มและให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูลเป็นอย่างดี รับฟังคำแนะนำจากคุณครู มีสีหน้าที่ไม่กังวล

          4. บรรยายเจตคติของผู้ปกครองหรือ บิดา มารดาที่มีต่อนักเรียน (ใช้การสังเกตและการสัมภาษณ์)

ผู้ปกครองรักและใส่ใจน้องฟิล์มมาก การเตรียมความพร้อมก่อนส่งน้องฟิล์มมาเรียน การนำคำแนะนำของคุณครูไปปรับใช้อยู่เสมอ

          5. บรรยายเจตคติของผู้ปกครองหรือ บิดา มารดาที่มีต่อโรงเรียน (ใช้การสังเกตและการสัมภาษณ์)

ผู้ปกครองรู้สึกดีต่อโรงเรียนเพราะครูที่โรงเรียนคอยช่วยเหลือและสอนให้น้องฟิล์มได้เรียนรู้และได้ทำกิจกรรม ผู้ปกครองให้ความร่วมมือกับทางโรงเรียนอยู่เสมอ

          6. บรรยายภาวะการเรียนของนักเรียนเมื่ออยู่ที่บ้าน เช่น โอกาสในการทำการบ้าน การอ่านหนังสือ (ใช้การสัมภาษณ์ผู้ปกครองและนักเรียน)

เวลาทำการบ้านน้องฟิล์มต้องใช้เวลาในการทำการบ้านนานพอสมควร ผู้ปกครองจะต้องช่วยสอนการบ้านอยู่ใกล้ๆก่อนที่จะไปเล่นกับเพื่อน

7. บรรยายลักษณะเพื่อนบ้านหรือเพื่อนเล่นของนักเรียน (ใช้การสังเกต การสัมภาษณ์เพื่อนบ้านและนักเรียน)

น้องฟิล์มมีเล่นอยู่ที่บ้านกับเพื่อนรุ่นคราวเดียวกันและมีเพื่อนสนิทอยู่ 2 คนคือ น้องเบิ้ลและน้องม่อน

8. บรรยายความสัมพันธ์ของนักเรียนกับสมาชิกในครัวเรือน (ใช้การสังเกตและการสัมภาษณ์)

ครอบครัวของน้องบุญมี มีทั้งหมด 4 คน ประกอบไปด้วย คุณยาย คุณพ่อ คุณแม่  และน้องฟิล์ม

          9. แนวทางความร่วมมือกับโรงเรียนในการพัฒนาและแก้ปัญหานักเรียนจากผู้ปกครองหรือ บิดา มารดา (ใช้การสังเกต การสัมภาษณ์และการให้คำปรึกษาร่วมด้วย)

ผู้ปกครองยินดีให้ความร่วมมือกับโรงเรียนทุกอย่างในการพัฒนาและแก้ปัญหา ส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการและการเรียนรู้ในอนาคตที่ดียิ่งขึ้น 


ภาพการเยี่ยมบ้าน


ภาพภายนอกบ้นโดยมีต้นไม้รอบบ้าน ร่มรื่น

ภาพภายในบ้านสะอาด มีอากาศถ่ายเท

สรุปการสะท้อนคิดในการพัฒนาและแก้ปัญหาผู้เรียน 

1. ท่านคิดว่าแนวทางและข้อเสนอแนะที่ได้จากโรงเรียน (ข้อมูลจาก 9.1) ร่วมกับผู้ปกครอง (ข้อมูลจาก 9.2)  จะสามารถพัฒนาและแก้ปัญหานักเรียนได้หรือไม่ได้ เพราะเหตุใด (การวางแผน)

ได้ เพราะทางโรงเรียนพร้อมที่จะส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ ช่วยส่งเสริมให้มีพัฒนาการที่ดีเหมาะสมตามวัยและทางผู้ปกครองยินดีให้ความร่วมมือกับโรงเรียนทุกอย่างในการส่งเสริมพัฒนาการบุตรหลานของตน ให้บรรลุเป้าหมายส่งเสริมทักษะการคิด การปรับใช้วางแผนการพัฒนาปัญหาพฤติกรรมักเรียนส่งเสริมทักาะการคิด

2. หากจะทำการศึกษานักเรียนคนนี้อย่างต่อเนื่องท่านจะมีแนวทางในการช่วยเหลือ พัฒนาและแก้ปัญหาของนักเรียนคนนี้อย่างไรบ้าง (เขียนให้เห็นถึงกระบวนการ วิธีการและความร่วมมือจากทุกฝ่าย) (วางแผน)

ขอความร่วมมือจากทางโรงเรียนและครูพี่เลี้ยงในการช่วยส่งเสริมนักเรียนเป้าหมาย และจะจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ให้มีความหลายหลายยิ่งขึ้น กระบวนการวิธีการและความร่วมมือระหว่างโรงเรียนและผู้ปกครอง แนวทางการแก้ปัญหา วัตถุประสงค์ และใส่ใจนักเรียน

แบบฝึกคิด

     แบบฝึกคิด

เมื่อนึกถึงคำว่า “การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้” “การประเมินตามสภาพจริง”  “แบบทดสอบ” นักศึกษามีความคิด ความรู้สึก หรือประสบการณ์เกี่ยวกับคำเหล่านี้อย่างไรบ้าง ให้บรรยายเป็นความเรียง (ความยาวรวมไม่เกิน หน้ากระดาษ) 

จากการศึกษาเอกสารและสื่อทำให้นักศึกษาได้ข้อสรุป ดังนี้ 

 การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ 

นักการศึกษา Earl Kelly (1947) กล่าวว่าจุดประสงค์ของการศึกษา คือการพัฒนาเด็กให้สูงสุดตามศักยภาพของแต่ละบุคคล การประเมินผลพัฒนาการเด็กถือเป็นเรื่องสลับซับซ้อน เป็นหัวใจสําคัญและจําเปนในการจัดกระบวนการเรียนการสอน การประเมินผลพัฒนาการมีประโยชน์ไม่เฉพาะตัวต่อครูและนักเรียน 

เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงบุคคลอื่นรอบข้าง เช่น พ่อแม่ ผู้ปกครอง และโรงเรียน 

การประเมินผลมีความหมายกว้างกว่าการวัดผล ครอบคลุมไปถึงการวัดผลด้วย เพราะการประเมินผลเป็นการบรรยายทั้งคุณภาพและปริมาณ แต่การวัดผลบรรยายถึงปริมาณของพฤติกรรมเท่านั้น ไม่ได้หมายถึงการบรรยายด้านคุณภาพด้วย นอกจากนี้สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน (2535)กล่าวถึงการประเมินผลพัฒนาการว่า คือการนําข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการมาสรุปเพื่อตัดสินใจจัดประสบการณ์ให้สอดคล้อง 

กับพัฒนาการของเด็กแต่ละด้าน  ซึ่งพัฒนาการของเด็กแต่ละคนต้องมีการบันทึกและรวบรวมไว้เพื่อใช้เป็ 

ข้อมูลพื้นฐานในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสมแก่เด็กใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาศักยภาพเด็กแต่ละคนให้ถึงขั้นสูงสุด และใช้เป็นรายงานสําหรับติดต่อกับผู้ปกครอง  

โดยสรุปอาจกล่าวได้ว่า การประเมินผลพัฒนาการเด็ก หมายถึง ความรู้ความเข้าใจของครูที่มีต่อ 

พัฒนาการการเรียนรู้ความสนใจและความต้องการของเด็กแต่ละคน การประเมินผลถือเป็นกระบวนการที่สําคัญและจําเป็นมากในการจัดการเรียนการสอน การประเมินผลพัฒนาการที่ดี ควรเป็นไปอย่างต่อเนื่องสอดคล้องกับการจัดการเรียนการสอน ความสนใจและพัฒนาการของเด็กแต่ละคน 

การประเมินตามสภาพจริง 

นักการศึกษาปฐมวัยเลือกใช้คำว่า "การประเมิน" และหลีกเสี่ยงคำว่า "การทตสอบ"เนื่องจากเป็นวิธีการที่ไม่สอดคล้องกับธรรมชาติของเด็กปฐมวัย Guddemi and Case (2004) กล่าวว่า การประเมิเต็กในระดับปฐมวัยมีความแตกต่างอย่างมากกับการประเมินเด็กในระดับที่สูงขึ้นไป เนื่องจากเด็กปฐมวัยมีธรรมชาติในการเรียนรู้ที่แตกต่างจากเด็กวัยอื่น เด็กปฐมวัยเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสจากประสบการณ์ตรง การได้สัมผัสสัมพันธ์กับสื่อและสิ่งแวดล้อมรอบตัวเป็นการสร้างความรู้ความเข้าใจโลกจากสิ่งที่เป็นรูปธรรม เด็กแต่ละคนมีการเจริญเติบโต พัฒนาการและการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน ประกอบกับความแตกต่างทางครอบครัว วัฒนธรรม และประสบการณ์เดิม ตังนั้น การประเมินโดยใช้แบบทสอบ หรือการประเมินด้วยแบบประเมินเดียวกับเด็กทุกคนจึงไม่สามารถวัดสิ่งที่เด็กแต่ละคนรู้และสามารถทำได้อย่างแท้จริง 

 

การประเมินตามสภาพจริง(authentic assessment) เป็นวิธีการประเมินที่สะท้อนให้เห็นถึงความรู้ ทักษะ และสมรรถภาพต่าง ๆ ของผู้เรียนที่ได้บูรณาการแล้วแสดงผ่านการปฏิบัติงาน และชิ้นงาน ที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้แล้วยังเป็นการสนับสนุนการเรียนของผู้เรียนที่มีความสนใจ ความถนัดและพัฒนาการที่ต่างกันให้สามารถพัฒนาและเสนอการเรียนรู้มากที่สุดเต็มตามศักยภาพของ ผู้เรียนแต่ละคน  

การประเมินทางเลือก (alternative assessment) หมายถึง เกือบทุกรูปแบบของการประเมินที่มีใช่แบบประเมินมาตรฐาน (standardized tests) หรือแบบประเมินความสามารถ กล่าวอีกนัยหนึ่ง การประเมินทางเลือกเป็นการประเมินแบบไม่เป็นทางการ  

การประเมินการปฏิบัติ(performance assessment) หมายถึง รูปแบบการประเมินแบบหนึ่งซึ่งจัดสถานการณ์เพื่อให้เด็กได้แสดงทักษะหรือสร้างสรรค์ผลงานที่แสดงถึงการเรียนรู้ เป็นการบูรณาการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของการสอนและการเรียนรู้ (curriculum-embedded assessment) (McAfee and Leong, 2011) 

การประเมินที่เหมาะมที่สุดในระดับปฐมวัย คือ การประเมินตามภาพจริง (authentic 

assessment) ซึ่งเป็นกระบนการที่ดําเนินไปอย่างต่อเนื่องในการเก็บรวบรวม สรุป และตีคามข้อมูลเกี่ยกับเด็ก ในบริบทของการเรียนรู้ซึ่งสัมพันธ์กับกิจวัตรประจํานั้นที่ดําเนินไปอย่างต่อเนื่องในชั้นเรียนของเด็ก(Epstein, 2004; McAfee and Leong, 2011) โดยครูไม่ต้องร้างหรือำหนดถานการณ์ทที่แตกต่างไปจากเดิมเพื่อให้เด็กแดงพฤติกรรมที่ต้องการประเมิน  

ในแง่มุมของการประเมิน เปลี่ยนจากการประเมินผลลัพธการเรยนรู้ที่เน้นด้านคามรู้คามจํา เป็นการประเมินทุกมิติของผลลัพธ์การเรียนรู้ทั้งคามรู้คามามารถ เจตคติค่านิยม และทักะการปฏิบัติ เปลี่ยนจากการประเมินผลการจัดการเรียนรู้ (assessment of learning) เป็นการประเมินเพื่อการเรียนรู้ (assessment for learning) ซึ่งเป็นการประเมินที่มีคามต่อเนื่องและนําผลการประเมินรหว่่างทางมาใช้ในการปรับเปลี่ยนการจัดการเรียนรู้ (formative assessment) มิใช่การประเมินเพื่อตัดสิน (summative assessment) 

แบบทดสอบ 

ในทางการศึกษาปฐมวัยไม่สมควรที่จะใช้แบบทดอบในการประเมินเด็กเพื่อตัดสิว่าเด็กคนใดเก่งรือไม่เก่ง รือบได้ลําดับที่เท่าไร่ เนื่องจากเป็นเครื่องมือที่ไม่อดคล้องกับธรรมชาติและพัฒนาการของเด็กปฐมวัยที่มีคามต่อเนื่องและมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรดเร็ มทั้งไม่ามารัดในมิติอื่นของพัฒนาการได้อย่างมีคามตรงและคามเชื่อมั่น จึงทําใเกิดคามคลาดเคลื่อนสูงหากนำแบบทดอบมาใช้ในระดับปฐมวัย นอกจากนี้ยังเป็นวิธีการที่คับแคบและจํากัด ด้ยมีการตีกรอบเนื้อาที่ต้องการประเมินอย่างตายตั และโดยส่วนใญ่เป็นการัดคามรู้คามจํามากว่าห้ามสำคัญกับเจตคติรือทักะที่เด็กมีคามามารถในการปฏิบัตืย่างเป็นธรรมชาติ 

การประเมินในระดับปฐมัยต้องดําเนินอย่างต่อเนื่องตลอดปีการศึาและดําเนินไปบคู่กับการจัดประบการณ์การเรียนรู้มิใช่การตัดสิว่าอบได้รืออบตกในปลายภาคการศึกากเป็นการปฏิบัติเพื่อให้รู้และเข้าใจภาพทที่แท้จริงของเด็กแต่ละคนในชั้นเรียนว่า มีจุดแข็ง จุดอ่อนข้อจํากัด ถานภาามามารถ คามนใจเป็นอย่างไร โดยพิจารณาพัฒนาการรอบด้านทั้งด้านร่างกาย อารมณ์จิตใจ สังคม และติปัญญา ตลอดจนคุณธรรมจริยธรรม อันนําไปสู่การจัดประบการณการเรยนรู้ที่อดคล้องกับคามต้องการจําเป็นของเด็กในชั้นเรียนและรายบุคคลการประเมินจึงเป็นตัวช่วยให้ครูสามารถจัดประบการณการเรยนรู้ที่อดคล้องกับธรรมชาติและคามต้องการที่แท้จรงของเดกในทุกมิติคามเป็นมนุย์อย่างไม่แยกส่วน หรือให้ามสำคัญเพียงมิติใดมิตินึ่งเท่านั้น